1st time in Hong Kong (HK)

พระใหญ่ ที่ฮ่องกง
พระใหญ่ ที่ฮ่องกง

ช่วงปลายเดือนสิงหาหาคม 2016 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไป Hong Kong
นับเป็นครั้งแรกของผมเหมือนกัน เพราะปกติไปแต่เฉียดๆ อยู่แถวมาเก๊า, เซินเจิ้น
ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ไกลจากฮ่องกงเท่าไรนัก การไปฮ่องกงครั้งนี้ก็ไม่ได้ไปเที่ยวเฉยๆ
แต่มีภาระกิจอื่นด้วย เลยได้มีโอกาสเที่ยวไม่มากนัก แต่ก็ถือว่า ได้ไปจุดสำคัญๆ ได้ครบ ..

สำหรับผม ฮ่องกงเป็นเมืองที่เดินทางง่าย เพราะรถไฟฟ้าทั่วถึงทั้งเกาะ แต่ค่าโดยสาร
ก็ไม่ได้ถูก แต่ถ้าเทียบกับค่าครองชีพของคนที่นี่ ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของเค้า
แต่สำหรับคนไทย รายได้แบบไทยๆ แบบผม ค่าครองชีพที่ฮ่องกง ถือว่าสูงมาก
มากกว่าเมืองไทย ประมาณ 6-7 เท่า สำหรับค่าอาหาร น้ำเปล่า และการเดินทาง
แต่สำหรับของ brand name ต่างๆ ก็จะถูกกว่าบ้านเราเยอะเหมือนกัน ..

ส่วนเรื่องที่พัก ผมเลือกพักย่าน Tsim Sha Tsui เพราะว่าเป็นย่านที่ราคา
ถือว่าไม่แพงมาก และมี Hostel ให้เลือกเยอะ เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก
Hostel ที่ผมพัก ส่วนใหญ่ จะเป็นชาวต่างชาติ เกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป จีน
ไม่เจอคนไทย คนไทย จะไม่ค่อยนิยมพัก Hostel กัน อาจจะเพราะว่า
มันต้องนอนรวมกับคนอื่น กลัวจะไม่เป็นส่วนตัวมั้ง แต่สำหรับผ ผมว่าดีนะ
ได้เพื่อนใหม่ ได้พูดคุย ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ .. การเดินทาง ..

อาหารที่ฮ่องกง จะออกหวานๆ นิดหน่อย ที่นี่ผับบาร์เค้าจะเปิดกันยันเช้า
มีร้านปิ้งย่าง ร้านแผงลอย คล้ายๆ บ้านเรา สาวๆ ที่นี่ ส่วนใหญ่น่ารัก
เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับขา shopping เพราะว่า มีสินค้า brand name
ต่างๆ ลดราคากันแทบทุกร้าน ทุกห้าง สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแนวธรรมชาติ
แนวไหว้พระ ทำบุญ ก็มีให้ ..

แต่สำหรับค่าครองชีพที่นี่ ผมขออยู่เมืองไทยดีกว่าครับ 🙂

Facebook Comments

เที่ยวปีนัง (Penang) กับตังค์ 500 บาท

Penang International Airport
Penang International Airport

ช่วงวันที่ 29 – 31 July ที่ผ่านมา เรามีโอกาสเดินทางแบบ backpack
ไปเที่ยวปีนัง การเดินทาง ใช้สายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ไปถึงก็เย็นๆ
ที่ปีนังเวลาจะเร็ว กว่าไทย 1 ชั่วโมง (GMT+8) ..

Trip นี้เราเองไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากนัก เพราะว่าเป็น trip สั้นๆ ใกล้ๆ
ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัว จึงเป็นที่มาของชื่อ trip นี้ คือ
“เที่ยวปีนัง (Penang) กับตังค์ 500 บาท” เรากะไปแลกเงินที่ดอนเมือง
ใน gate ปกติจะมี Money Exchange ของ SCB ที่สามารถใช้
บัตรเครดิตของ SCB รูดเป็นเงินสกุลต่างๆ ได้ โดยที่ rate Ok เรารับได้
เพราะเราไม่ได้กะแลกไปมาก ถ้าแลกมากๆ ก็ไป SuperRich ก็จะดีกว่า ..

แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ระบบ Online ของ SCB มีปัญหาพอดี เราก็เลย
แลกเงินไม่ได้ ข้างในไม่มีตู้ ATM ด้วย เครื่องก็ boarding pass แล้ว
เลยต้องรีบไป ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า เพราะว่าปกติประเทศอื่นๆ
จะมี Money Exchange แบบที่เอา credit card ไปรูดเป็นเงินสดได้
แต่ที่ปีนัง (มาเลย์เซีย) ไม่มี เค้ารับ “Cash Only” งานงอกสิครับทีนี้
เพราะว่ามีเงินสดติดตัวเป็นเงินไทย ไปแค่ 500 บาท บัตร ATM ที่ใช้อยู่
ก็เป็นบัตร ATM แบบธรรมดา ไม่ใช่ Visa, Master Card ก็เลยไม่สามารถ
กดที่ต่างประเทศได้ ปกติกดเงินต่างประเทศ จะเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท
ส่วนบัตรเครดิต จริงๆ สามารถกดเงินสดได้ แต่ว่าเราไม่เคยกด เลยจำ
Password ไม่ได้ ก็เลยงานงอก ไม่รู้จะทำอย่างไร เอาวะ 500 บาท
ไปแลกเป็นเงิน RM ได้ประมาณ 52RM เข้าไปในเมือง ไปหาที่พัก
ที่จองไว้ก่อน เผื่อในเมือง จะมีที่แลกเงินแบบรับรูดจากบัตรเครดิตได้ ..

รถ Bus สาย 401 นั่งเข้าเมือง Komtar
รถ Bus สาย 401 นั่งเข้าเมือง Komtar

สำหรับการเดินทางจาก Penang International Airport จะมีรถ bus
หลายสายที่สามารถเดินทาง ไปที่ตึก Komtar ที่เป็นศูนย์รวมของการขนส่ง
ในปีนังได้ เช่นสาย 102, 401, 401E ใช้เวลาประมาณ 40-50 นาที ราคา 3RM ..

Container Hotel Penang
Container Hotel Penang

ห้องพัก สะอาด เรียบร้อย ไม่มีเสียงรบกวน
ห้องพัก สะอาด เรียบร้อย ไม่มีเสียงรบกวน

ที่พักที่เราจอง อยู่ในย่านเมืองเก่า ย่าน Street Art of George Town
เป็นที่พักๆ ชิคๆ คูลๆ Container Hotel Penang เราจองเป็น ห้องรวม
คืนละ 30RM เป็นตู้คอนเทนเนอร์ แบ่งเป็นเตียงย่อยๆ 2 ชั้น ที่พักดีมาก
ไม่มีเสียงรบกวนจาก ผู้เข้าพักคนอื่น ถึงแม้จะเป็นห้องรวมก็ตาม เก็บเสียงดีมาก
ห้องน้ำ แยกชายหญิง สะอาดดี มีสบู่ กับยาสระผมให้ ตอนเราไปถึง เจ้าหน้าที่
จะให้ถุงเรามาถุงนึง ที่มีผ้าเช็ดตัว และแปรงสีฟันและยาสีฟันให้ชุดนึง ..
ที่พัก เราจองผ่าน agoda มาก่อนแล้ว ก็เลยไม่ต้องจ่ายค่าที่พัก รอดไป ..

หลังจากเข้าที่พัก เก็บเป้สัมภาระ เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเราเดินสำรวจ
ย่าน George Town ที่เต็มไปด้วย รูปภาพศิลปะ ตามผนังตึกต่างๆ
เราเองก็เดินตามจุด check point จากแผนที่ ที่ขอมาจาก Hostel
จุดต่างๆ อยู่ใกล้ๆ กัน เดินไปได้เรื่อยๆ ส่วนใหญ่ จะเจอแต่นักท่องเที่ยวจีน
เราเอง เดินถ่ายรูปไปด้วย เดินหา Money Exchange ที่สามารถจะรูดเงิน
จากบัตรเครดิตได้ แต่ทุกๆ ที่จะบอกเหมือนกัน ให้ไปกด ATM เป็นเงินสด
เพราะเค้ารับแต่ “Cash Only” อธิบายยังไงก็ไม่เข้าใจ ว่าบัตร ATM เรา
มันกดไม่ได้ เพราะเป็นบัตรแบบธรรมดา +____+

ผัดไทยปีนัง ใส่หอยดอง เค็มๆ มันๆ
ผัดไทยปีนัง ใส่หอยดอง เค็มๆ มันๆ

ตอนนี้ มีเงินเหลืออยู่ติดตัวไม่ถึง 40RM แล้ว เพราะว่าซื้อน้ำบ้างอะไรบ้าง
ในระหว่างการเดินทาง เราก็เลยเดินมาย่าน Love Lane เพราะได้ยินมาว่า
แถวนี้ของกินต่างๆ ร้านรวงต่างๆ มีมากมาย ราคาไม่แพง ก็เลยได้ผัดไทย
ราคาประมาณ 4RM เป็นอาหารของค่ำคืนนี้ ได้เจอเพื่อนคนไทย แถวนี้หลายคน ..

Love Lane หรือถนน Lebuh Chulia เป็นถนนสายบันเทิง ของปีนัง
นักท่องเที่ยว หลายเชื้อชาติ มารวมตัวกันที่ถนนนี้ มีความหลากหลายมาก
แต่ราคาเหล้าเบียร์ ที่ปีนังค่อนข้างแพงมาก อาจจะเพราะภาษี ของที่นี่
อย่างเบียร์กระป๋องนึงประมาณ 12RM หรือประมาณ 100 บาทไทย ..

จุดรวมนักท่องเที่ยว เพราะเบียร์ถูก ที่สุดในปีนัง
จุดรวมนักท่องเที่ยว เพราะเบียร์ถูก ที่สุดในปีนัง

แต่ทุกที่ย่อมมีจุด Dark ของแต่ละที่ ที่ปีนังจะมีอยู่ร้านนึง ที่เป็นทางลัด
ไป Love Lane ตอนแรกเราก็งงว่า ทำไมร้านนี้ นักท่องเที่ยวนั่งกันเยอะจัง
ทั้งๆ ที่ก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ แต่พอได้ไปนั่งคุย กับคนท้องที่ชาวมาเลย์
ก็เลยได้ความรู้อะไรเยอะมาก พี่เค้าพูดได้ 4 ภาษา ทั้งมาเลย์ อังกฤษ
จีน และอินเดีย เคยเป็นนักฟุตบอล มาแข่งที่หาดใหญ่ ด้วย ..

ที่นี่เบียร์จะราคาถูกมาก คือประมาณ 3 กระป๋อง 10RM ถูกว่าร้านปกติ
หรือ 7-11 ประมาณ 4 เท่า ก็งงเหมือนกัน ว่าร้านนี้เค้าทำได้ยังไง
แต่ดูจากร้าน เหมือนจะเป็นร้านขายของชำเก่าแก่ น่าจะได้รับการยกเว้น
เรื่องภาษี แต่ขายดีมากๆ วันนึงไม่น่าต่ำกว่า 5000 กระป๋อง
ที่น่าแปลกคือ SINGHA Beer ที่นี่ถูกกว่าที่ขายในเมืองไทย คือประมาณ 4RM ..

คืนนั้นหลังจากเดินเที่ยวสำรวจปีนัง ยามค่ำคืน ก็กลับที่พักนอนหลับสบาย
เพราะเดินเหนื่อยมาทั้งวัน .. เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ ให้เพื่อนที่ไทย
โอนเงินผ่าน Western Union มาให้ เราก็เดินหาที่รับเงิน ส่วนใหญ่
วันเสาร์ก็จะปิดหมด แต่มี Post Station ด้านล่างตึก Komtar ที่รับขึ้นเงิน
แต่ว่าปิดตอนเที่ยง เราไปถึง ก็ปิดแล้ว สรุป ก็หาที่ขึ้นเงินไม่ได้อยู่ดี ..

เรา Post ถามคำถามเรื่องการรับเงินไว้ใน FB ก็มีเพื่อนๆ มาตอบ
มาให้คำแนะนำกันเยอะมาก แต่สรุปแล้วก็คือ ให้กด ATM แต่อย่างที่บอก
ไว้ตอนแรก ว่า ATM เราเป็นบัตรธรรมดา กดเมืองนอกไม่ได้ ..
กลับมาถึงไทย คงต้องรีบทำบัตร ATM ที่เป็นบัตรเดบิต Master/Visa
เผื่อเจอปัญหานี้อีกเวลา เดินทาง จะได้เอาตัวรอดได้ ไม่ลำบากแบบนี้ ..

บังเอิญคุณจิ๊บ เพื่อนใน FB ได้แจ้งมาว่า เค้ามีน้องคนไทย ทำงานอยู่ปีนัง
เดี๋ยวให้เอาเงินสดมาให้ แล้วน้องเค้าก็นัดผมให้รอตรงไหนแล้วเค้าก็
ขับรถเอาเงินสดมาให้ ต้องขอบคุณคุณจิ๊บและน้องทั้งสองคนมากๆ ครับ ..
ไม่งั้นผมไม่น่าจะรอด คงต้องขายกล้องฟิล์ม Olympus PEN-D ที่ติดมา
เพราะมีร้านซื้อขายของเก่า หรือนักท่องเที่ยว ที่นิยมกล้อง retro อยู่เยอะ
ไม่ก็นั่งเปิดหมวก เขียนกลอนภาษาไทย ให้นักท่องเที่ยว น่าจะมีคนสนใจ ..

สรุปเย็นวันเสาร์เราก็รอดมาได้ ได้มีเงินสดไว้ใช้เดินทางท่องเที่ยว
แต่เย็นมากแล้ว ก็ไปไหนไกลๆ ไม่ได้ แต่ก็ยังอุ่นใจกว่าตอนมีเงิน
เหลือในกระเป๋า ไม่ถึง 10RM ..

เช้าวันอาทิตย์ เราก็เดินหาที่ขึ้นเงิน Western Union สรุป ไม่มีที่ไหนเปิด
แต่ดูในเว็บ บอกว่าเปิด พอโทรไป บอกให้มา Monday ซึ่งเราจะกลับบ่ายๆ
วันนี้อยู่แล้ว ก็เลยทำใจ คิดว่าค่อยว่ากันอีกที ไปให้เพื่อนยกเลิก ตอนกลับไทย
ก็น่าจะได้ .. ก็เลยเดินถ่ายรูป ชิลๆ ไปเรื่อยๆ ตามจุดต่างๆ แวะชิมของกิน
ขนม เครื่องดื่มต่างๆ ย่าน China Town ที่นี่ค่าครองชีพ จะสูงกว่าไทย
พอสมควร เรียกว่า แพงกว่าประมาณ 2-3 เท่า รายได้น้อยๆ แบบเรา
ถ้ามาอยู่ที่นี่คงอยู่ยาก ..

ประมาณ 2PM เราก็เดินทางกลับ ขึ้นรถ bus สาย 102 จาก Komtar
สายนี้จะผ่าน Queen Beach ซึ่งน่าจะเป็นย่านที่พักตากอากาศชายทะเล
ของที่นี่ เพราะโรงแรม ร้านรวง ต่างๆ เยอะมาก เจริญกว่าแถว Komtar
ถ้ามีโอกาสได้มาอีก จุดนี้เป็นจุดนึง ที่ไม่น่าพลาด แต่เราพลาดไปแล้ว
แค่ได้นั่งรถผ่าน ได้ชื่นชมบรรยากาศ ก็ยังดี ..

มาถึง Penang International Airport ก็ประมาณ 3.30PM เราก็
เดินไปเจอที่ขึ้นเงิน Western Union พอดี สรุป ได้เงินตอนจะกลับแล้ว
ก็ยังดีไม่ต้องวุ่นวายตอนกลับมาไทย ก็เลยแลกเป็น RM มา พอเครื่องมาถึงไทย
ก็จะแลกเงินกลับที่ Money Exchange ที่สนามบินดอนเมือง แต่ว่า rate
ไม่ค่อยดีเท่าไร คือได้ 7.7 เราเลยรอวันจันทร์ แล้วมาแลกที่ SuperRich
สาขา Central พระราม 9 ได้ rate 8.6 ก็ถือว่า Ok ..

สรุป trip ปีนัง ใช้เงินน้อยมากจริงๆ ครับ ประมาณ 500 บาท เพราะว่า
ที่พักจองผ่าน Agoda ไปแล้ว ปีนังเป็นเมืองเงียบๆ มีภาพวาด และเหล็กดัด
เป็นรูปต่างๆ รอบๆ เมือง สวยงามดี ผู้คนมีหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา
แต่เค้าอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบดี ถ้ามีโอกาส เราคงต้องมาเยือนอีกแน่นอนครับ ..

Facebook Comments

Japan Trip – 1st time in Japan (ฉบับย่อ)

ช่วงก่อนสงกรานต์คือวันที่ 29 Mar – 10 Apr 2016 ที่ผ่านมา เรามีโอกาส
เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น แบบ backpack คนเดียว โดยจองตั๋วราคาถูกของ
Air Asia ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ช่วงที่ไปเป็นช่วงที่อากาศกำลังดี ไม่หนาวมาก
Sakura และดอกไม้อื่นๆ กำลังบานสพรั่งสวยงาม ..

ดอกไม้ที่เมือง YOKOHAMA กำลังบานสพรั่ง

การเดินทางของเราครั้งนี้ นอกจากจองที่พัก ที่เป็น Hostel ที่ Tokyo และ Kyoto ไว้
ซื้อ JR Pass แบบ 7 day เอาไว้เดินทาง ซื้อ Net SIM แบบ 8 day 4GB เอาไว้ดูเที่ยวรถไฟ
อย่างอื่นเช่นเรื่องสถานที่เที่ยว ที่จะไป เราก็ไม่ได้ plan อะไรไปตายตัวมากนัก
เพราะเราเดินทางคนเดียว หลงบ้าง ไรบ้าง ก็สนุกไปอีกแบบ เราไม่ซีเรียส ว่าต้องเป๊ะ ..

เดินทางจากไทย ไปถึง Narita Airport ก็ช่วงเช้าพอดี ไปถึงก็เอา JR Pass ที่จองไว้
ไปแลกเป็นบัตรแข็ง เพื่อเดินทางเข้าที่พัก ที่เป็น Hostel ที่ Tokyo นั่ง NEX8 เข้าไป
ที่พักที่เราจองไว้ ชื่อ toco เป็น Hostel & Bar แนว chic chic ใสๆ วัยรุ่นชอบ ..
เดินทางไปที่อื่นใน Tokyo ไม่ยาก เพราะอยู่ใกล้ Ueno station ที่เป็นสถานีใหญ่ ..

เพื่อนๆ จากนานาประเทศ ส่วนใหญ่เป็น backpacker วัยรุ่น

เราพักอยู่ Tokyo 4 คืน ระหว่างที่อยู่ Tokyo ก็นั่งรถไฟ ไปเที่ยวเมืองใกล้ๆ
มี JR Pass นี่สะดวกสบายดีจริงๆ รถไฟเค้าเวลาเป๊ะดีมาก แล้วก็ไม่ต้องรอนาน
แป๊บเดียวก็มา เส้นทางก็ปรับเปลี่ยน adapt เอาได้ง่าย เวลาเราจะเดินทาง
เราจะดูตารางเที่ยวรถไฟจาก HyperDia.com เอา สะดวกมากในการเดินทาง ..

Tokyo Tower ที่เราเห็นในการ์ตูน โดเรม่อน สมัยเด็กๆ

เมืองใกล้ๆ ที่เราเดินทางไปเช้าเย็นกลับ แล้วประทับใจมาก ก็เป็น Yokohama
เพราะว่า เป็นช่วงที่ซากุระกำลังบาน สวยงามมาก หลงๆ ไปเจอพอดี ..
แถวๆ Yokohama Port ก็มีที่เดินเล่น ที่ชิล ที่ถ่ายรูป ร้านรวงต่างๆ เยอะดี ..

YOKOHAMA Port
ร้านรวงต่างๆ ที่ YOKOHAMA Port
YOKOHAMA Port

อีกเมืองนึงที่มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะมาก ก็คือ Fujisawa ที่อยู่ติดทะเล
เมืองนี้ชิลมาก ของกินอร่อยๆ เยอะ คนญี่ปุ่นเองก็มาเที่ยวกันเยอะ ..
ส่วนเมือง Kamakura ที่มีพระใหญ่ (Daibutsu) ก็เป็นอีกที่นึงที่นักท่องเที่ยว
ไปกันเยอะมาก เราเองก็เดินทางไปเรื่อยมั่วๆ หลงๆ ไป อยู่ย่านนี้ทั้งวัน ..

เมืองติดทะเล Fujisawa ชิลดี
พระใหญ่ Daibutsu ที่เมือง Kamakura

ส่วนใน Tokyo เอง จริงๆ แล้วที่เที่ยวที่น่าไปก็มีเยอะมาก ทั้งแนวไหว้พระ
แนว shopping แนวสวนสนุก แนวกินอาหาร แนวเที่ยวกลางคืนแสงดี
มีให้เลือกหมด ตอนกลางคืน เราไปถ่ายแสงที่ Odaiba ก็รวยดี มองเห็น
Tokyo Tower ในระยะที่แสงตัดกับสะพาน สวยดี ..

วิวจากริมหาดทราย Odaiba

จากนั้นเราเดินทางไป Kawaguchiko เพื่อชม Mt.Fuji วิธีการไปก็ง่ายมาก
สามารถนั่ง NEX8 ไปได้เลย แต่เราเดินทางจาก Tokyo จะย้อนกลับมา Narita Airport
ถ้าไม่อยากเดินทางย้อนไปย้อนมา เราแนะนำว่า ให้ไป Kawaguchiko ก่อน
แล้วค่อยกลับมาเที่ยว Tokyo จะสะดวกกว่า ..

สะพานด้านหลังเป็นสะพานที่พี่ตูนมาปั่นจักรยานโฆษณา 100plus
Mt.Fuji เป็นภูเขาที่ขี้อายมาก ไม่ค่อยออกมาให้เห็นเท่าไรนัก แต่วันนี้ฟ้าเปิด ฟ้าใสมาก เมฆสวยมาก
จุดชม Mt.Fuji ที่เจดีย์แดง
ทะเลสาป Kawaguchiko เหยี่ยวเยอะมาก
ทะเลสาป Kawaguchiko เหยี่ยวเยอะมาก
ทะเลสาป Kawaguchiko สถานที่ชม Mt.Fuji ยอดฮิต แต่กลางคืนเงียบเหงามาก
มีโรงแรม พี่พักมากมาย รอบๆ ทะเลสาป Kawaguchiko

สำหรับใครที่มา Kawaguchiko แนะนำให้ซื้อ Kawaguchiko Pass ประมาณ 2,000 Yen
เที่ยว 2 วัน ที่สถานีรถไฟ Kawaguchiko ไว้เลยครับ เพราะว่าจะรวมค่ารถบัส และ
ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ รวมถึงค่าขึ้นกระเช้าไปชม บ้านกระต่าย ไว้หมดแล้ว ..

Kawaguchiko เป็นเมืองเงียบๆ สงบ เกินสองทุ่ม ก็ไม่มีใครออกมาเดินกันแล้ว
ส่วนใหญ่จะเข้าที่พักกันหมด สำหรับใครที่ชอบแสงสี แนะนำว่า ลองมานอนสักคืน
ก็น่าจะพอแล้วครับ กลางวัน ก็สามารถนั่งรถบัส เที่ยวสถานที่ต่างๆ รอบทะเลสาป
ได้ครบภายในวันเดียว แต่ถ้าใครที่จะไปจุดชมวิว ที่เจดีย์แดง ต้องนั่งรถไฟย้อนกลับไป
อีก 2 สถานีครับ แล้วเดินไปตามป้ายบอกทาง ไม่ไกลจากสถานีมากนัก ..

เราเองนอนที่นี่ 2 คืน เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่มา เลยอยากสัมผัส กับบรรยากาศ
แบบเต็มๆ ของ Kawaguchiko เราว่าสำหรับที่นี่ เป็นจุดที่ชม Mt.Fuji ได้สวยงาม
มากๆ โดยเฉพาะร้านกาแฟ ที่ bus stop 21 ถ้าเพื่อนๆ มาก็แนะนำให้มาจุดนี้ด้วย ..

หลังจากอยู่ที่นี่มาได้ 2 วัน 2 คืน เราก็เดินทางต่อไป Kyoto เลย โดยนั่ง NEX8
ไปต่อ Shinkansen ที่สถานี Shinjuku จากนั้นวิ่งยาวไปยังสถานี Shin-Osaka
จากนั้นนั่ง Kyoto Line ต่อเข้าไปยัง Kyoto Station และต่อรถบัสเข้าไปที่พัก
ที่เป็น Hostel ชิคๆ คูลๆ ที่จองไว้ คือ Len Kyoto ที่อยู่ใจกลาง Kyoto
ใกล้ๆ กับแม่น้ำ Kamo ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีซารุระบ้านสะพรั่ง สีชมพูเต็มไปหมด ..

Len Kyoto ที่พัก ชิคๆ คูลๆ
Len Kyoto ที่พัก ชิคๆ คูลๆ

ติดตามอ่าน ตอนที่ 2 ตะลุย Kyoto + Osaka ได้เร็วๆ นี้ครับ ..

Facebook Comments

บางกระเจ้า (Bang Krachao) ปอดของชาวกรุงเทพ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปปั่นจักรยานที่บางกระเจ้า
อยู่ใกล้ๆ กรุงเทพนี่เอง แต่ไม่เคยไปเลย ได้ยินมาว่าเป็นแหล่งผลิต
โอโซนที่ดีทีสุดในโลก และเป็นเหมือนปอดของชาวกรุงเทพ ..

ผมหาข้อมูลการเดินทาง จากเว็บต่างๆ การเดินทางไม่ยาก เริ่มที่
BTS บางนา แล้วเรียกใช้บริการพี่วิน ไปท่าเรือวัดบางนานอก
บริเวณนี้ จะมีร้านอาหารอร่อยๆ เยอะเหมือนกัน ผมแวะกินก๋วยเตี๋ยวหมู
ใกล้ๆ ท่าเรือ เห็นคนเยอะดี แต่งร้านได้เก๋ดี ราคาก็ไม่แพง อร่อยด้วย ..

นั่งเรือข้ามฝาก เก็บเงินปลายทาง คนละ 4 บาท มีมอไซค์ข้ามด้วย
แต่คนไม่พลุกพล่านมาก เหมือนเกาะเกร็ด ชิลๆ สบายๆ กว่าเยอะ
ประมาณ 5 นาที ก็ถึงท่าเรือวัดบางน้ำผึ้งนอก ลงเรือก็หาเช่าจักรยาน
มีร้านให้เช่าหลายร้าน จักรยานที่นี่ส่วนใหญ่เป็นจักรยานมือสองญี่ปุ่น
ราคาชั่วโมงละ 30 บาท แต่ถ้าเกิน 3 ชั่วโมงจะคิดเหมาที่ 80 บาทต่อวัน
คุณภาพ พอใช้ได้ ดีกว่าเกาะเกร็ดเยอะเลย เพราะที่นี่นิยมปั่นจักรยานกัน
ทางที่ปั่นสวยงาม และร่มรื่นมาก มาครั้งแรก เจอทางแบบนี้ ประทับใจ ..

ผมเองไม่ได้เอาจักรยานมา เพราะมาครั้งแรก อยากมาสำรวจดูมากกว่า
ว่าถ้าเอาจักรยานมาเอง จะเอาข้ามมาได้แบบไหนบ้าง ทางปั่นเป็นยังไงบ้าง
ก็เลยมาเช่าของร้าน อ็อดตู้โค้ก ที่อยู่ข้างๆ ตู้โค้ก บริเวณท่าเรือ คุณภาพ
ก็ถือว่าใช้ได้ ผมปั่นไปประมาณ 3 ชั่วโมง เค้าคิดแค่ 60 บาท ก็ไม่แพง ..

บางกระเจ้า ยังอนุรักษ์วิถีตั้งเดิมไว้ได้ดีมาก ส่วนใหญ่จะทำสวนผลไม้กัน
ทำให้ระหว่างทางปั่นจักรยาน มีแต่สีเขียว บรรยากาศร่มรื่นมาก สมกับที่
เป็นแหล่งโอโซนที่ดีที่สุดของโลก และเป็นปอดของคนเมืองกรุง ..

สถานที่ ที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมีป้ายบอกทางชัดเจน มีป้ายบอกทางตลอด
เช่นตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง, บ้านธูปหอม, Bangkok Tree House, พบรัก
พิพิธภัณฑ์ปลากัด, สวนศรี (สวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติศรีนครเขื่อนขันธ์)
นอกจากนั้นยังมีวัดวาอาราม ให้เข้าไปไหว้พระ และวิถีชุมชน อาหารการกิน
ให้ได้สัมผัส อีกมากมาย ..

บางกระเจ้าเป็นเมืองของคนรักการท่องเที่ยว แบบชิลๆ โดยการปั่นจักรยาน
อย่างแท้จริง เพราะอากาศดี ไม่ร้อน มีอะไรให้ดูตลอดเส้นทาง ..
สวนศรี มีทางปั่นจักรยาน ที่จัดทำไว้รองรับนักปั่นอย่างดี มีหอดูนก สำหรับ
คนชอบดูนก อีกด้วย ที่นี่ผมได้เจอกับเจ้าของ BamBoo Bike ที่รักจักรยานมาก
เค้าเอาจักรยานคันทดสอบ มาปั่นดู เห็นบอกว่าเดี๋ยวจะมีทริปเฉพาะจักรยาน
ไม้ไผ่ ที่บางกระเจ้า เป็นที่แรก ประมาณ 20 คันเร็วๆ นี้ ..

บทสรุป ครั้งแรกสำหรับบางกระเจ้าสำหรับผม ผมประทับใจมาก เหมาะกับ
การปั่นจักรยานชิลๆ กินลม ชมบรรยากาศ หาซื้ออาหารอร่อยๆ ผลไม้สดๆจากสวน
Bangkok Tree House ก็ตกแต่งได้สวยงาม เข้ากับธรรมชาติได้ดีมาก
ถือเป็น Land Mark นึงของบางกระเจ้าได้เลย ใครมาก็ต้องแวะไปชม ..

การเดินทางจริงๆ สามารถเอารถยนต์ข้ามมาได้ สำหรับคนที่อยากมาแบบชิล
กับครอบครัว ทางท่าเรือพระประแดง ส่วนรายละเอียดสามารถหาได้ตามเว็บ
เพราะผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เห็นมีรถยนต์เข้ามาเยอะพอสมควร
แต่จะไม่ได้บรรยากาศการปั่นชมสวน ชมธรรมชาติ ที่เป็นหัวใจหลักของบางกระเจ้า ..

Facebook Comments

ฟาร์ม 900 ไร่ แม่โจ้ (MAJOE FARM)

ช่วงปลายปี 2015 ผมได้มีโอกาสเอาจักรยานไปปั่นที่เชียงใหม่
เชียงใหม่ ไม่ได้กลับไปเยือน นานมากแล้วเหมือนกัน ..
เป้าหมายหลักของทริปนี้ ก็คือปั่นไปเรื่อย ดูความเปลี่ยนแปลง
เพราะว่า ไม่ได้มานาน เชียงใหม่เปลี่ยนไปเยอะมาก
รถยนต์เยอะขึ้น นักท่องเที่ยวชาวจีนเยอะขึ้น สิ่งก่อสร้างเยอะขึ้น
แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปก็คือ ความใจดี มีน้ำใจ ความน่ารัก
ของคนเชียงใหม่ ที่ไปเยือนครั้งไหน ก็ประทับใจ ..

มาถึงเชียงใหม่ จริงๆ ผมอยากปั่นเส้นแม่ริม แต่ดูแล้ว
รถพับ Dahon Boardwalk ที่ผมนำมาด้วย ไม่น่าไหว
ครั้งถ้าถ้าเอาเสือภูเขามา คงได้ปั่นเส้นนี้ แบบชิลๆ ..

พอดีมีเพื่อนสมัยเรียนมหาลัย ที่วิศวะ ลาดกระบังด้วยกัน
มาซื้อบ้านตั้งรกราก อยู่แถว ม.แม่โจ้ ผมก็เลยแวะไปเยี่ยมเยือน
แล้วก็เลยถือโอกาสปั่นเส้นทาง ฟาร์ม 900 ไร่ ของแม่โจ้
เป็นฟาร์มทดสอบทางการเกษตรของทางมหาลัย เส้นทางไม่ไกล
จาก ม.แม่โจ้มากนัก ไปกลับประมาณ 10 กว่ากิโล ทางดี
รถพับแบบผมไปได้สบายๆ เส้นทางสวยงาม ไม่ค่อยมีรถใหญ่วิ่ง
เป็นเส้นทางนึง ที่อยากแนะนำ ถ้าไปแถวนั้น ต้องไม่พลาด ..

พูดคุยกับนักปั่นท้องถิ่นแถวนั้น เค้าบอกว่า ช่วงเช้าตีห้า
กับช่วงเย็นสักบ่ายสี่โมง จะมีนักปั่นท้องที่ปั่นกันจำนวนมาก
ผมปั่นเล่นไปเรื่อย ดูบรรยากาศ ดูต้นไม้ ดูฟาร์ม ดูภูเขา
พอพระอาทิตย์เริ่มตกดิน ก็ปั่นกลับมาบ้านเพื่อน ..

สำหรับเส้นทางนี้ ยังสามารถไปวัดดอยแท่นพระ ผ่าน
อ่างเก็บน้ำห้วยโจ้ ได้ด้วย ..

สำหรับรายละเอียดเส้นทาง เพิ่มเติม
http://thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=57&t=183564

Facebook Comments

เกาะเกร็ด ครั้งแรก ไปจบที่สวนลุม

หลังจากไม่ได้เขียน blog ส่วนตัวมานาน ปีนี้ผมตั้งใจว่า
จะพยายามเขียนสักหน่อย เผื่ออนาคต FB เกิดหายไป
(มันก็เป็นไปได้ Hi5 ยังไม่มีแล้ว) จะได้มีเรื่องราวเหลืออยู่ ..

อาทิตย์นี้ว่างๆ ไม่ได้มี trip ไปเที่ยวไหน หรือมีงานนอกอะไร
ก็เลยคิดว่า จะไปไหนดี มีเวลาครึ่งวัน ตั้งแต่เที่ยงวันไป ..
คิดไปคิดมา ที่เที่ยวใกล้ๆ ที่ไม่เคยไป ก็ยังมีอีกเยอะเหมือนกัน
เกาะเกร็ด เป็นสถานที่ที่เข้ามาในหัว เป็นอันดับแรก เพราะว่า
ผมเองก็ไม่เคยไปเหมือนกัน การเดินทางเท่าที่หาข้อมูลดู ก็ไปไม่ยาก ..

เริ่มต้นเดินทาง จาก MRT ห้วยขวาง ประมาณเที่ยงตรง
จากนั้นต่อ BTS ไปลงอนุสาวรีย์ชัยฯ ออกประดู 4 เดินไปเรื่อยๆ
ลง sky walk ก็จะเจอรถเมล์จอดอยู่มากมาย ให้ขึ้นสาย 166
อนุสาวรีชัยฯ – ปากเกร็ด ตอนขึ้นบอกกระเป๋ารถเมล์ก่อนว่า
ถึงแล้วให้เค้าบอกด้วย เพราะไม่เคยไปเหมือนกัน ..

รถเมล์สายนี้ขึ้นโทลเวย์ยาวๆ น่าจะเพราะเป็นวันอาทิตย์ด้วย
เลยไม่ค่อยติดเท่าไร ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ก็ถึงจุดที่ต้องลง
ก็คือตรง Lotus ปากเกร็ด จากนั้นนั่งวินต่อ หรือจะเดินก็ได้
ไปท่าเรือที่วัดสนามเหนือ ตรงนี้เราจะเห็น land mark ของ
เกาะเกร็ด ที่เป็นเจดีย์เอียงผูกผ้าแดง ได้อย่างชัดเจน ..

ที่โป๊ะเรือข้ามฝาก คนค่อนข้างเยอะมาก จากที่บอกว่านั่งได้ 32 คน
น่าจะมีอัดกันไปต่อเที่ยวเกือบ 200 คนได้ พอข้ามไปถึงฝั่งวัดปรมัยยิกาวาส
จะมีหมวกขาย แนะนำให้ซื้อถ้าไม่ได้เตรียมมา เพราะอากาศร้อน
และจะมีจักรยานให้เช่า ราคาคันละ 40 บาท ปั่นไปไว้ตรงไหนก็ได้
จักรยานส่วนใหญ่เป็นจักรยานแม่บ้านธรรมดา แต่ก็น่าจะช่วยทุ่นแรงได้
ถ้าอยากเดินทางรอบเกาะเกร็ด แต่ไม่เหมาะในช่วงเวลาคนเยอะๆ
เพราะว่าทางรอบเกาะ ค่อนข้างแคบ เวลาช่วงคนเยอะๆ จะลำบาก ..

ถ้าเดินวนทางขวามือ จะมีร้านรวง ขายของให้เลือกซื้อ เยอะมาก
ทั้งของกินอร่อยๆ ขนม ของฝาก ของที่ระลึก และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่ผมไม่เคยมา ผมเลยเดินวนทางซ้าย ก็สงสัยเหมือนกันว่า คนเยอะแยะ
เค้าไปไหนกันหมด ไม่ค่อยเจอคนมาทางซ้ายเลย เดินไปจนไกลมาก ..

ถามคนในพื้นที่เค้าบอกเดินได้ แต่ประมาณ 6km แดดกำลังร้อนเลย
ผมเลยย้อนกลับมาทางเดิม เพราะแขนยังไม่ทันหายไหม้ จาก trip ปั่น
ที่เชียงใหม่ ช่วงก่อนปีใหม่ ไม่อยากให้ไหม้ ไปยิ่งกว่านี้ ก็เลยเดินย้อนกลับ
มาทาง วนขวา ไปทางยอดนิยม เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย ของขายที่นี่
หน้าตาน่าอร่อยดี ราคาก็ไม่แพง แต่ผมไม่ได้ซื้ออะไร เพราะคนค่อนข้างเยอะ
ได้ข้าวเหนียวไก่ย่าง กับน้ำเปล่า มานั่งกินร้าน บ้านเลขที่ 1 หมู่ 1 ก็พอละ ..

การหลงทาง เป็นสิ่งที่มีเสน่ห์มากที่สุดของการเดินทาง เพราะทำให้เรา
ได้ไปเจออะไรใหม่ๆ เสมอ ที่ไม่มีใน review ที่เค้าเขียนๆ กันใน pantip
เดินเดินหลงทางไปเจอพี่ศิลปินคนนึง ที่เป็นช่างปั้นดินเผาอยู่ ได้คุยกัน
ก็ได้ความรู้เรื่องของเครื่องปั้นดินเผา ของเกาะเกร็ด เยอะพอสมควร ..

เดินเล่น ไหว้พระ ถ่ายรูปสักพัก จะประมาณ บ่ายสี่โมงเย็น ผมก็ข้ามฝั่ง
ที่ท่าเรือข้ามฝาก เพื่อกลับมาขึ้นรถเมล์กลับ เดินไปถนนฝั่งตรงข้าม
แต่เจอรถเมล์สาย 166 เขียนว่าเข้าเมืองทอง ผมเลยไม่กล้าขึ้น
เจอสาย 505 เขียนว่า ไปสวนลุม ก็เลยขึ้นไป เพราะคิดว่าอย่างน้อย
ก็ขึ้น MRT สวนลุม กลับที่พักได้สะดวก สาย 505 เป็นสายที่วิ่งผ่าน
สถานที่ต่างๆ เยอะมาก เรียกว่านั่งชิล ชมกรุงเทพกันคุ้มเลย ..

ประมาณ 6 โมงเย็น ผมก็มาถึงสวนลุม เข้าไปเดินเล่น ดูบรรยากาศ
คนมาเที่ยวพักผ่อน มาวิ่งออกกำลังกาย กันเยอะมาก มีทั้งคนไทย ฝรั่ง
ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ เห็นมีเลน สำหรับปั่นจักรยานด้วย แต่จักรยานคงปั่นไม่ไหว
เพราะว่า คนวิ่งมีจำนวนเยอะมาก จะเกะกะคนวิ่ง ก็เลยเห็นปั่นกันน้อย ..

เดินเล่น ถ่ายรูปสักพัก ผมก็ขึ้น MRT สีลม ด้านข้างของพระบรมรูป ร.6
กลับมาย่านห้วยขวาง เป็นอันจบ trip สั้นๆ ของผม ถึงจะเป็นช่วงเวลา
ไม่นานมากนัก แต่ก็เป็นการเดินทาง ที่ตื่นเต้น และได้อะไรเยอะดี
อาจจะเป็นเพราะผมไม่เคยไปเกาะเกร็ดมาก่อนด้วย ก็ถือเป็นประสบการณ์
ที่ดีอีก trip นึง ใกล้ๆ กรุงเทพของเรานี่เอง ลองไปเที่ยวกันดูครับ ..

* สำหรับรูปถ่ายทั้งหมด เดี๋ยวผมจะมาลงย้อนหลังให้ดูอีกทีนึงครับ

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่าเดินทาง
MRT ไปลงหมอชิต 20 บาท
BTS ไปลงอนุสารีย์ 31 บาท
รถเมล์สาย 166 ไปลงปากเกร็ด 18 บาท
วินมอไซค์ไปลงท่าเรือ 10 บาท
เรือข้ามฝากขาไป 2 บาท
เรือข้ามฝากขากลับ 2 บาท
วินมอไซค์ไปลงหน้า Lotus 10 บาท
รถเมล์สาย 505 ไปลงสวนลุม 23 บาท
MRT ไปลงห้วยขวางประมาณ 30 บาท
รวมค่าเดินทาง 146 บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ข้าวเหนียวไก่ย่าง 20 บาท
น้ำ 2 ขวด 16 บาท
รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ 36 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตลอดทริปเกาะเกร็ด 146+36 = 182 บาท

Facebook Comments

Happy New Year 2016

Happy New Year 2016

ขอบคุณภาพจาก ไออุ่น #10 ทำดีไม่มีหยุด โดยพี่มานะ ชมไทย 🙂

สวัสดีปีใหม่ 2016 ครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย
และสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในสากลโลก โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่าน
ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และงานที่ทำอยู่
ไร้โรคภัย ไข้เจ็บ สุขภาพแข็งแรง ร่ำรวยด้วยคุณธรรม ศิลธรรม และทรัพย์สินเงินทอง

สำหรับในปี 2015 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ผมเองได้ทดลอง เรียนรู้ และคิด project อะไรเยอะมาก
บางอย่างก็ทำสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน บางอย่างก็ยังไม่ได้ทำต่อ คือไม่ได้โฟกัสสักอย่าง
ถ้าโฟกัสให้ดีสักอย่าง น่าจะดีกว่าที่ผ่านมา ..

ปี 2015 ที่ผ่านมา
– เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่จำเป็นพอมีแล้ว แต่ไม่ได้ครบถ้วนเพราะไม่มีใครอยู่
– สถานที่รอบๆ บ้าน ถ้าต้นไม้โตกว่านี้ น่าจะพอร่มรื่น พยายามหาไม้โตไวลง จะได้มีร่มเงา
– ระบบหลักๆ ที่ดูอยู่ พี่น้องในทีมช่วยดูได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาเวลาไม่อยู่
– เริ่มกระจายงานบางส่วนออกไปได้บ้างแล้ว แต่ยังไม่หมด
– ออกกำลังกายมากขึ้นช่วงปลายปี เพราะได้จักรยานใหม่ แต่โดยรวมยังไม่ได้ออกกำลังกายเพิ่มเลย
– โรงซ่อมจักรยาน – ที่พัก – ห้องน้ำ – ครัว สำหรับเพื่อนๆ ที่จะมาพัก ยังไม่ได้เริ่มสักที
– กินดื่มลดลงพอสมควร ของฟุ่มเฟือย ส่วนใหญ่ซื้อมาเพื่อการทดสอบ เรียนรู้
– สวนที่บ้าน เริ่มมีต้นไม้มาลงเยอะพอสมควรแล้ว ส่วนใหญ่พ่อกับแม่เอามาปลูกให้
– ได้ที่อยู่ใหม่แถวห้วยขวาง เงียบสงบ ติด MRT
– เรื่องงาน รับผิดชอบในส่วนที่ดูอยู่อย่างเต็มที่ มีทีมงานที่ดี แต่ EGO ยังเหมือนเดิม
– งานนอก คือรับงาน events งาน wedding เริ่มทำรายได้มากกว่างานประจำ
– นำของเข้ามาขาย online รายได้ดีพอสมควร
– เล่นพวก Hardware และ IoT เยอะขึ้น แต่ยังไม่ได้ทำ project จริงๆ จังๆ สักอัน
– มี Project ใหญ่ร่วมกับเพื่อนๆ ที่ทำงานอยู่ รอหางานเล็กๆ ทดสอบ สัก 2-3 งานในปีหน้า
– เรื่องแฟน ก็ยังเรื่อยๆ ต่อไป ก็มีคนเข้ามาคุยๆ กันบ้าง ..

สิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในปี 2016
– เรื่องเฟอร์ เรื่องสวนบริเวณบ้าน ตอนนี้คงทยอยๆ ซื้อเพิ่ม หามาปลูกเพิ่มเรื่อยๆ ไม่เร่งไรมาก
– พยายามสร้าง อีกส่วนนึงข้างนอก เป็นโรงซ่อมจักรยาน – ที่พัก – ห้องน้ำ – ครัว
– ทำระบบ Smart Farm ใช้เอง จากพวก IoT ต่างๆ
– ปลูกเมล่อน สัก 2 โรง ในพื้นที่ว่างใกล้ๆ บ้าน ความคุมด้วยระบบ Smart Farm
– ระบบหลักๆ ที่ดูอยู่ จะหันมาใช้ OpenStack + Docker แทนระบบเดิม
– ระบบที่ไม่หนักมาก แต่ต้องการความ stable สูง จะย้ายขึ้น cloud ทั้งหมด
– ออกกำลังกายให้มากขึ้น หันมาวิ่ง ปั่นจักรยาน ให้มากขึ้น
– ออกทริปเดินป่า และทริปแบคแพค ให้มากขึ้น
– เดินทาง ท่องเที่ยว เมืองนอกมากขึ้น เก็บเกี่ยวประสบการณ์
– โปรโมททางปั่นจักรยานแถวบ้านให้เป็นที่รู้จักของนักปั่น ที่ชอบเส้นทางธรรมชาติ
– กินดื่มให้น้อยลง ลดของฟุ่มเฟือยให้น้อยลง เก็บเงินและลงทุนให้มากขึ้น
– เรื่องที่อยู่ ถ้ามี location ดีๆ ซื้อได้เอง ก็ควรทำ
– เรื่องงาน พยายามทำให้เต็มที่ ใจเย็นให้มากขึ้น ศึกษาอะไรใหม่ๆ ให้มากขึ้น
– งานนอก ที่รับงาน events และ wedding จะต้องได้เฉลี่ย เดือนละ 10 งานขึ้นไป
– นำเข้าของที่น่าสนใจและ accessories ต่างๆ เข้ามาขาย online ให้มากขึ้น
– ทำ Project หลักให้เกิดให้ได้ในต้นปี 2016 และเป็นปีแห่งการแข่งขันในประเทศให้ได้
– แต่งได้ละปีนี้ .. ว่าแต่แต่งกะใครล่ะ?

Facebook Comments

highscalability

ผมอยากพูดถึงเรื่องการออกแบบ Web Infrastructure ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็น skills
ที่ผมถนัดที่สุด ไว้ให้เพื่อนๆ ได้ลองเอาไปวิเคราะห์ พิจารณา เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างครับ
เรื่องพวกนี้ ผมเคยเขียนไว้ ในหลายๆ ตอน ของ blog ผม ซึ่งบางทีลงรายละเอียด
ไว้มากไป ใน post นี้ ผมจะขอพูดถึง concept หลักๆ ที่สำคัญมากๆ ละกันครับ ..

1.Value คือต้องคุ้มค่า สมราคา อะไรที่แพงๆ ผมจะไม่ใช้ เน้นใช้ของให้คุ้ม อย่าไปเน้นของแพง
2.Performance คือประสิทธิภาพต้องสูง เข้าถึงได้เร็ว ช้านิดเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึง user ที่ใช้งาน
3.Security คือต้องปลอดภัย เราให้บริการคนอื่นแบบ public จะพลาดนิดเดียวก็ไม่ได้
4.Simple คือต้องง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถ track ปัญหาได้ง่าย
5.Scalability คือต้องขยายระบบได้ตลอดเวลา และขยายได้ง่าย

หลักๆ เน้นคำนึง ถึงเรื่องพวกนี้ให้มากๆ ครับ เท่าที่ผมเห็นในไทย ส่วนใหญ่
ยังไม่เคยเจอของหนักๆ จริงๆ กัน มักจะเน้นอุปกรณ์ เน้นว่าต้องมี Firewall
เน้นต้องมี หลายๆ tier (hop) ทำให้เวลา track ปัญหา กลับทำให้ยากขึ้น ..

ใครสนใจ เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แนะนำเข้าเว็บนี้บ่อยๆ ครับ 🙂
URL: http://highscalability.com

Facebook Comments

Happy New Year 2015

สวัสดีปีใหม่ 2015 ครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน
ปีใหม่นี้ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในสากลโลก
โปรดดลบันดาล ประทานพร ให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ
ความสำเร็จ ในหน้าที่การงาน ไม่เจ็บป่วย สุขภาพแข็งแรง
ร่ำรวยด้วยคุณธรรม ศิลธรรม และทรัพย์สินเงินทอง ..

เป็นธรรมเนียมของผมเองทุกปี ที่จะเขียนสรุป เรื่องในปีที่ผ่านมาและ
แผนที่วางไว้ในปีนี้ เพื่อเป็นแนวทาง และเป้าหมายหลักๆ ที่จะต้องทำ
ในปีนี้ ..

ปี 2014 ที่ผ่านมา
– ได้รถ 4WD ไว้ใช้งาน แต่จริงๆ อยากได้ Jeep Cherokee มากกว่า
– ระบบที่ดูอยู่หลักๆ ก็ยังคงต้องดูอยู่ ยัง hand over ไม่ได้จริงๆ สักที
– ทำระบบที่ดูอยู่หลักๆ ให้มี performance เพิ่มมากขึ้น stable มากขึ้น รับ load ได้มากขึ้น
– การกระจายงาน ยังทำได้ไม่ดี เท่าที่ตั้งใจไว้
– ออกกำลังกายเยอะขึ้น เพราะได้ปั่นจักรยานมากขึ้น กลับบ้านบ่อยขึ้น
– เรื่องกินดื่มไม่ได้ลดลง ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่ได้ลดลง ตามเป้าที่วางไว้
– บ้านที่จันทบุรี เสร็จแล้ว แต่เสร็จปลายปี 2014
– ปรับตัวเข้ากับคอนโดที่อยู่ใหม่ได้ แต่ต้นปีหน้า ที่ทำงานย้ายไปรัชดา เหมือนเดิม
– งานที่มีอยู่ รับผิดชอบได้ดีในมุมมองของตัวเอง แต่บางครั้ง คนอื่นไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่
– มีรายได้เสริม จากงานนอก เข้ามามากขึ้น
– ใครสักคนนี่ยังหาไม่ได้สักที 🙂

สิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในปี 2015
– จัดการเรื่องเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็น และสถานที่รอบๆ บ้าน ให้เรียบร้อย ภายในต้นปี
– หาคนมาช่วยดูระบบหลักๆ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหา และทำให้งานมี performance มากขึ้น
– กระจายงาน เข้าสู่ส่วนกลาง หรือ hand over งานให้ได้แบบจริงๆ
– ออกกำลังกายให้มากขึ้น ทำโรงซ่อม-เก็บจักรยาน สำหรับเพื่อนนักปั่น ที่บ้าน จันทบุรี
– กินดื่มให้น้อยลง งดซื้อของฟุ่มเฟือย
– ทำสวนรอบๆ บ้าน ให้ร่มรื่นสวยงาม ภายในกลางปี
– หาที่อยู่ใหม่ แถวรัชดา ถ้าซื้อได้เลย น่าจะดีกว่าเช่า
– รับผิดชอบงาน และร่วมงานกับเพื่อนร่วมงาน ให้ดีที่สุด ตัด EGO ทิ้งให้มากที่สุด
– รับงาน events งาน wedding แบบเต็มตัว ให้เป็นรายได้หลัก ของปีนี้ให้ได้
– ใครสักคน ถ้าจะมีก็คงมาเอง ..

Facebook Comments

High Performance Web Infrastructure

วันนี้ผมมีเวลาว่าง เลยอยากจะเขียนเล่าเรื่องการออกแบบ
Web Infrastructure ให้รองรับ load สูงๆ ได้ ว่าทำแบบไหนดี
โจทย์ของผมคือเป็น web สำหรับ booking ที่จะมีคนเข้าใช้งานจำนวนมาก
ในตอนเปิดให้ใช้งาน เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 1000 concurent/s ++
และต้องไม่ down โดยผมมี physical server อยู่ 3 node

ในการออกแบบ Infrastructure นั้น ไม่มีแบบไหนถูกแบบไหนผิด
อยู่ที่ลักษณะของงานของเรา ว่าต้องการแบบไหน อยู่ที่จินตนาการของเรา
ว่าทำแบบไหนดี การออกแบบระบบ ก็เป็นศิลปะ อย่างหนึ่ง ..

Simply The Best เป็นคำตอบ ที่ผมใช้ออกแบบระบบที่ผมจะใช้งานนี้
เท่าที่ดูลักษณะ web แล้ว จะมีการ Read/Write DB หนักพอๆ กัน ถ้าเราแยก DB
ออกไป ก็จะทำให้เกิด connections จำนวนมากเกิดขึ้นในระบบ
ต้องแยก Read/Write ที่ตัว web app อีกเกิดความยุ่งยาก มากขึ้น
ผมเลยเอา web กับ DB ไว้ในตัวเดียวกันไปเลย แล้วใช้ HAProxy
เป็น Load Balancer round robin แบบ keep-alive
มี vip เป็น Public IP ที่ eth0 และใช้ eth1 เป็น Private IP
ยิงเข้าหา แต่ละ node ที่ต้องแยก interface เพื่อเป็นการกระจาย traffic
DB ที่ใช้ผมเลือกเป็น MariaDB ที่ทำงานได้ performance ดีกว่า MySQL
และใช้ Galera Cluster เป็นตัว sync data ของ DB แต่ละ node เข้าหากัน
ทำให้ ทุก node มี data ที่เหมือนกัน node ใด node นึง down ไป
ทุก node ก็จะยังทำงานได้สมบูรณ์ ถ้าเราต้องการเพิ่ม node เข้ามา
ก็สามารถทำได้ง่าย แค่ on ขึ้นมา Galera Cluster ก็จะทำการ sync data ให้

ในส่วนของ Web Server ผมใช้ Apache 2.2.22 ที่มากับตัว Debain Wheezy
มีการ tuning ค่าต่างๆ พอสมควรให้เหมาะกับการใช้งาน ตรงนี้เดี๋ยวผมมาเล่าอีกที
ที่เลือกใช้ apache เพราะ มีความยืดหยุ่นสูง ทำงานได้ดีกับ code ทุกรูปแบบ
ส่วน code เป็น PHP กระจายไปทุก node เก็บไว้ที่ local disk ของแต่ละ node
และใช้ APC เป็น opcode cache อีกระดับนึง

ปัญหาที่เจอ มีดังนี้
– auto increment จะไม่เรียงกัน เท่าไร มีกระโดดบ้าง แต่ก็รับได้
– HAProxy 1.5.4 default จะเก็บ log ทำให้ ถ้า log ใหญ่ๆ จะหนักได้
– เวลาแก้ code ต้อง up ทุก node

ผลที่ออกมา หลังจากใช้งานจริง พบว่า รองรับการใช้งานได้ดีมาก
รับ load จำนวนมหาศาล และ users ได้จำนวนมากพร้อมๆ กัน
ส่วนรายละเอียดการ tuning ผมจะขอแยกอธิบาย ในตอนต่อไป
เพราะว่า เยอะพอสมควร ..

Facebook Comments