DevOps 101 Amazon EKS Upgrade node group (instance type)

Amazon EKS

วันนี้มีเรื่องเร่งด่วน เกี่ยวกับ การ scale out Amazon EKS ก็เลยมาเขียนไว้ กันลืม .. และเป็นการแบ่งปันความรู้ เผื่อเพื่อนๆ ท่านอื่น เจอปัญหาแบบผม และต้องการแก้ไข ให้เร็วที่สุด ..

Elastic Kubernetes Service (Amazon EKS) เป็นอีก service นึงบน AWS ที่เป็นที่นิยมใช้งานกัน ทำให้เราไม่ต้องยุ่งยาก ในการสร้าง kubernetes (k8s) cluster เอง .. โดยเราสามารถ create k8s cluster ของเราขึ้นมาใช้ได้ง่ายๆ ดังนี้ ..

0. Create EKS Cluster

eksctl create cluster \
--name tono-eks \
--version 1.19 \
--region ap-southeast-1 \
--nodegroup-name t3-medium \
--node-type t3.medium \
--nodes 3 \
--nodes-min 1 \
--nodes-max 4 \
--ssh-access=true \
--ssh-public-key tono-eks \
--managed --profile tono-admin

0.1 Update kubernetes config

จากนั้น ให้เราทำการ update kubernetes config (~/.kube/config) ด้วยคำสั่ง ..

aws eks --region ap-southeast-1 update-kubeconfig --name tono-eks --profile tono-admin

เพียงเท่านี้ เราก็จะมี k8s cluster ของเราไว้ใช้งานแล้วครับ .. ซึ่งถ้าเรา install เองแบบ k8s hard way จะยุ่งยากมากกกกกก (ก.ไก่ ล้านตัว) +___+

*** เพิ่มเติม –profile tono-admin คือให้ ไปใช้ profile ที่ชื่อ tono-admin ที่เรา config ไว้ใน ~/.aws/credentials

 

แต่เรื่องมันไม่จบเพียงเท่านี้ครับ .. เมื่อเราใช้ไปสักพักนึง EKS Cluster ที่เราสร้างขึ้นมาใช้งาน อาจจะไม่เพียงพอที่จะรองรับ load สูงๆ ได้ .. ที่หน้า console ของ AWS EKS เอง จะมีแค่ให้เลือก เพิ่มจำนวน worker node เท่านั้น ไม่สามารถ แก้ไข instance type เพื่อเพิ่ม spec ได้โดยตรง .. (ทำได้ แต่ต้องไปแก้ Auto Scaling groups ซึ่งยุ่งยาก พอสมควร) แต่เรามีวิธีการใช้ CLI eksctl ในการปรับแต่ง EKS Cluster ของเรา ง่ายๆ ดังนี้ครับ ..

ตัวอย่าง ผมจะเปลี่ยนจากเดิม ที่ใช้ instance type จาก t3.medium เป็น t3.xlarge และ version 1.19 –> 1.20 นะครับ .. ก็จะมี step ดังต่อไปนี้ ..

1. Check EKS node group

eksctl get nodegroups --cluster=tono-eks --profile tono-admin

CLUSTER NODEGROUP STATUS CREATED MIN SIZE MAX SIZE DESIRED CAPACITY INSTANCE TYPE IMAGE ID ASG NAME
tono-eks t3-medium ACTIVE 2021-04-01T04:26:02Z 1 4 3 t3.medium AL2_x86_64 eks-cabc45d7-245e-c62e-ca22-bba57282fd0a

จะเห็นว่า ตอนนี้ spec ของ EKS Cluster เรา มีรายละเอียดดังด้านบน

2. Create new node group

eksctl create nodegroup \
--cluster tono-eks \
--version 1.20 \
--name t3-xlarge \
--node-type t3.xlarge \
--nodes 3 \
--nodes-min 1 \
--nodes-max 4 \
--node-ami auto --profile tono-admin

รอจนเสร็จ จะขึ้น all nodegroups have up-to-date configuration

3. Delete old node group

eksctl delete nodegroup --cluster tono-eks --name t3-medium --profile tono-admin

รอจนเสร็จ จะขึ้น deleted 1 nodegroup(s) from cluster “tono-eks”

eksctl_delete_nodegroup

จากนั้นเราก็จะได้ EKS Cluster เป็น worker node ชุดใหม่ ครับ ดังรูป ..

lens_k8s_monitoring_tools

หรือถ้าไม่มี Lens (k8s monitoring tools) ไว้ดู status ของ EKS Cluster แบบผม ก็สามารถใช้ CLI kubectl ได้ครับ ดังนี้

4. Show EKS nodes

kubectl get node

NAME STATUS ROLES AGE VERSION
ip-192-168-31-151.ap-southeast-1.compute.internal Ready 13m v1.20.4-eks-6b7464
ip-192-168-54-97.ap-southeast-1.compute.internal Ready 13m v1.20.4-eks-6b7464
ip-192-168-74-140.ap-southeast-1.compute.internal Ready 13m v1.20.4-eks-6b7464

ปล. สำหรับท่านที่ใช้ k8s แล้วต้องการความสะดวก ในการ monitoring แนะนำ Lens ครับ สะดวกมากกว่าใช้ CLI (kubectl)
Lens: https://k8slens.dev/

เรียบร้อยละครับ เพียงเท่านี้ เราก็สามารถ เพิ่ม spec หรือ scale out EKS Cluster ของเรา ให้รองรับ load สูงๆ ได้แบบง่ายๆ และรวดเร็ว ทันใช้งาน ครับ 🙂

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://docs.aws.amazon.com/eks/latest/userguide/migrate-stack.html

DevOps 101 Nexus Repository

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาพูดถึง tools อีกตัวนึง ที่สำคัญมาก ในการทำ CI/CD นะครับ
นั่นก็คือ Repository ที่เอาไว้เก็บของต่างๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็น docker images, libs, หรือ files binary ต่างๆ ที่นิยมกัน ก็จะมี JFrog Artifactory กับ Nexus วันนี้ ผมจะมาพูดถึงเจ้า Nexus กันนะครับ ..

รายละเอียด เพิ่มเติม https://www.sonatype.com/products/repository-pro

ความสามารถของเจ้า Nexus นั้นมีมากมายมากครับ และมี version ที่เป็น OSS อีกด้วย

ส่วนตัวที่ผมใช้ ก็จะใช้เป็น docker repository กับ docker proxy เพื่อใช้งาน ในองค์กร ทั้งแบบ On-Prem และแบบ Public ครับ หลายๆ ท่านอาจจะคุ้นกับ docker hub จะคล้ายๆ กันเลยครับ ..

อธิบายเพิ่มเติมนะครับ

Docker Repository = ที่เก็บ docker images ของเราครับ มองว่าเป็น docker hub ส่วนตัว ประมาณนั้นครับ ..
Docker Proxy = มองว่าเป็น proxy ที่ไปดึง docker images จากที่อื่นอีกที เช่นไปดึงจาก docker hub อะไรพวกนี้ .. ที่ต้องมี docker proxy นอกเหนือจากช่วย caching docker images แล้ว บางที่ network ภายใน ไม่สามารถ access public โดยตรงได้ ก็เลยต้องใช้เป็น docker repository (docker proxy) ภายในแทนครับ ..

มาดูวิธีการติดตั้งกันครับ ในที่นี่ จะติดตั้งแบบใช้ docker นะครับ (อันนี้ตามสะดวกเลยครับ)

1. Create directory nexus-data

mkdir ~/nexus-data

2. Docker Run

docker run -d -p 8081:8081 -p 5000:5000 -p 5001:5001 --name nexus -v ~/nexus-data:/nexus-data sonatype/nexus3

ที่เรา expose ออกมา 3 port ก็เพื่อเอาไว้ จัดการเรื่องต่างๆ ดังนี้ครับ
– Port 8081 สำหรับหน้า Nexus Dashboard
– Port 5000 สำหรับ docker pull
– Port 5001 สำหรับ docket push

3. จากนั้นเข้า หน้า Nexus Dashboard ด้วย IP:PORT

http://localhost:8081/

4. จะขึ้นหน้า ให้เรา Login จาก password ที่ได้จาก file admin.password

cat ~/nexus-data/admin.password
89e5664b-f748-49e4-a7dc-cdcc3febdd6b

5. เมื่อทำการ update new password เรียบร้อยแล้ว จะเข้ามาที่หน้าแรกของ nexus ให้คลิกที่ รูปเฟือง แล้วเลือก Repositories > Create repositories

Create repositories

6. จะเห็นว่า มีให้เราเลือกเยอะแยะมากมาย ว่าจะ create repositories ประเภทไหนกันบ้าง ..

Select Recipe

ในที่นี้ ผมจะเลือกเป็น docker (hosted) เพื่อเอาไว้เก็บ private docker images ที่เอาไว้ใช้กันเองภายในองค์กร หน่วยงาน แทน public docker repository พวก docker hub ..

7. เลือก Create repository: docker (hosted) ใส่ค่าต่างๆ ประมาณนี้

Name: docker-private
HTTP: 5001 (Port 5001 จะเอาไว้ใช้ docker push)

Create repository: docker (hosted)

8. ต่อมาเลือก Create repository: docker (proxy) ใส่ค่าต่างๆ ประมาณนี้

Name: docker-hub
Remote storage: https://registry-1.docker.io
Docker Index: Use Docker Hub

Create repository: docker (proxy)

9. จากนั้นเลือก Create repository: docker (group) เพื่อรวม docker (hosted) และ docker (proxy) เข้าด้วยกัน ใส่ค่าต่างๆ ประมาณนี้

Name: docker-group
HTTP: 5000 (Port 5000 จะเอาไว้ใช้ docker pull)

Create repository: docker (group)

ตรงด้านล่าง ในส่วนของ Group

Member repositories: ให้คลิกเลือก docker-private และ docker-hub มาอยู่ในส่วนของ Members

Member repositories

*** เพิ่มเติม ***

สำหรับ docker repository ที่ URL ไม่มี SSL (https) เราต้องทำการ set เพิ่มเติม ในส่วนของ Docker Desktop ให้รองรับ insecure-registries โดยไปที่ Preferences > Docker Engine จากนั้น เพิ่มส่วนนี้ลงไป ..

“insecure-registries”: [“IP:5000”, “IP:5001”],

โดย IP ก็คือ IP ของ Server เรา หรือถ้าเป็น domain ก็ใส่ ชื่อ domain ลงไป

insecure-registries

ในกรณีที่เรา ต้องการ ให้ docker pull ได้แบบ anonymous ไม่ต้องมีการ login
ให้มาติ๊กที่ Allow anonymous docker pull: ในส่วนของ docker-group ครับ

Allow anonymous docker pull:

จากนั้น ให้ไปที่ Realms เลือก Docker Bearer Token Realm เป็น Active

Docker Bearer Token Realm

จากนั้นไปที่ Anonymous Access ติ๊ก Allow anonymous users to access the server ในส่วนของ Realm: เลือก Docker Bearer Token Realm

Anonymous Access

มาถึงวิธีการทดสอบครับ

ให้เราลอง ทดสอบง่ายๆ ประมาณนี้

# Docker Login
docker login http://IP:5000
docker login http://IP:5001
# Docker Pull
docker pull IP:5000/nginx
# Docker Build
docker build -t IP:5000/demo-app .
# Docker Tag
docker tag IP:5000/demo-app IP:5001/demo-app
# Docker Push
docker push IP:5001/demo-app 
# Docker Run
docker run -p 5000:5000 IP:5000/demo-app 

เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ docker repository ของเราเองมาใช้แล้วครับ 🙂

แล้วพบกับ การแนะนำ tools ต่างๆ ที่จำเป็น และมีประโยชน์ สำหรับ DevOps (CI/CD) ในตอนต่อไปเร็วๆ นี้ครับ ..